กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

1


ทีมนักวิจัยจากบริษัท DeepMind ของ Google ผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) AlphaGo จนเอาชนะแชมป์โลกหมากล้อม ได้สร้างความฮือฮาอีกครั้ง ด้วยการสอนให้ AI รู้จักหาเส้นทางไปยังจุดหมายปลายทางได้โดยไม่ใช้แผนที่ในการนำทาง แต่อาศัยการดูรูปจาก Google Street View เท่านั้น

DeepMind แสดงให้เห็นว่า AI สามารถนำทางไปยังสถานที่ต่างๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้แผนที่ และไม่ได้รู้มาก่อนว่าหน้าตาของผังเมืองเป็นอย่างไร  ซึ่งในการทดลอง Google Maps ถูกนำมาใช้แค่กำหนดจุดหมายปลายทางใหม่ให้กับ AI เท่านั้น

ทั้งนี้  AI  เรียนรู้จากการดูภาพถ่ายใน Google Street View เพื่อหาว่าสถานที่จริงๆ นั้นตั้งอยู่ที่ใด จนกระทั่งเข้าใจวิธีการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งจากข้อมูลภาพที่มี ก่อนนำมาประมวลผลจนเป็นแผนที่ของตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องเห็นแผนที่จริงๆ ซึ่งที่ผ่านมา AI ถูกทดลองให้หาเส้นทางต่างๆ ในมหานครนิวยอร์ก อาทิ ย่าน Harlem, Midtown, Greenwich Village และ Lower Manhattan รวมถึงที่อื่นอย่างในย่าน London Central และย่าน Paris Rive Gauche ด้วย

หากการพัฒนาความสามารถของ AI ดังกล่าว พร้อมสำหรับการใช้ในเชิงพาณิชย์ขึ้นมาเมื่อใด เทคโนโลยีนี้ก็อาจเป็นประโยชน์ต่อการสอนรถยนต์ไร้คนขับ ให้สามารถไปยังที่ต่างๆ ได้โดยไม่ต้องใช้ข้อมูลจาก GPS ในการนำทาง อีกทั้งยังช่วยให้รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI คุ้นชินกับถนนเส้นต่างๆ ในเมืองได้เร็วขึ้น เมื่อถึงคราวที่ GPS เกิดใช้งานไม่ได้ขึ้นมาด้วย


ที่มา : www.outerplaces.com
2


Google เว็บ Search Engine อันดับ 1 เอาใจผู้ใช้สมาร์ทโฟนระบบ iOS ด้วยการอำนวยความสะดวกให้มากขึ้นในการค้นหาข้อมูลระหว่างใช้ iMessage ซึ่งเป็นช่องทางในการสื่อสารระหว่างผู้ใช้ iOS และ macOS

ล่าสุด แอพพลิเคชั่น Google ได้เพิ่ม "ช่องค้นหา" (search box) เข้ามาไว้ในแอพฯ iMessage แล้ว เพื่อให้ผู้ใช้สามารถแชร์ผลการค้นหาผ่าน Google ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลาออกจาก iMessage เพื่อไปหาข้อมูลผ่านแอพฯ Google อีกต่อไป





ทั้งนี้ Google เพิ่มบริการส่วนนี้เข้ามาหลังได้รับแรงบันดาลใจจากการทดลองกับ Gboard คีย์บอร์ดสำหรับ iOS ที่สามารถค้นหาข้อมูลได้ทันทีในระหว่างการพิมพ์ข้อความ ซึ่งนับเป็นการมาที่ถูกที่ถูกเวลาอย่างแท้จริง หลังจากความนิยมในการใช้แป้นคีย์บอร์ดแบบ 3rd party บน iOS เริ่มไม่ได้รับความนิยม อย่างเช่น Nuance บริษัทผลิตแอพฯ Swype keyboard เพิ่งยุติการพัฒนาแอพฯ คีย์บอร์ดนี้ไป ขณะที่ Microsoft เอง ก็ถอดแอพฯ Swiftkey ออกไปตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน

สำหรับการใช้งาน Google ใน iMessage นั้น ผู้ใช้ไอโฟน และไอแพดสามารถพิมพ์สิ่งที่ต้องการรู้หรือคำถามลงในช่องค้นหาได้เลย หรือจะเลือกปุ่มด้านล่างเพื่อเจาะจงสิ่งที่ต้องการค้นหา เช่น สภาพอากาศ, อาหาร, สถานที่ใกล้เคียง, ข่าวยอดนิยม หรือ วิดีโอต่างๆ ก็ได้เช่นกัน ซึ่งลักษณะการใช้งานถือว่าใกล้เคียงกับ Gboard  อย่างมาก




นอกจากนี้ ยังสามารถแชร์เรื่องต่างๆ ที่ค้นหากับเพื่อนที่คุยใน iMessage ได้ทันที ด้วยการกดปุ่ม  “Share” ซึ่งอีกฝ่ายจะสามารถกดเข้าไปดูในลิงก์ที่เราแชร์ได้ทันที แถม Google ยังเพิ่มการค้นหาไฟล์ GIF ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น เพียงแค่จิ้มที่ปุ่ม GIF ที่อยู่ด้านขวาของช่องค้นหา หลังได้รับความนิยมอย่างมากในแอพฯ Gboard นับตั้งแต่มีการอัพเดทฟีเจอร์นี้เมื่อปีก่อน

ขณะที่ผู้ใช้ไอแพดก็สามารถลากลิงก์, ภาพ หรือข้อความต่างๆ ในกูเกิล มาวางใน  iMessage ได้เช่นเดียวกัน และถ้าใครชื่นชอบการค้นหาข้อมูลผ่าน Safari มากกว่า ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกเหมือนกัน เพราะล่าสุด แอพฯ Google สามารถเชื่อมโยงการค้นหาระหว่างกันได้แล้ว

ที่มา : techcrunch.com , www.engadget.com
3



สาวกไอโฟนที่ชอบอัดคลิปหรือวีดีโอ แต่ติดปัญหาเรื่องหน่วยความจำเต็มอยู่บ่อยๆ จะหมดปัญหาในเรื่องนี้กันเสียที เมื่อสตาร์ทอัพหน้าใหม่อย่าง Air ปล่อยแอพลิเคชั่น  Air - The new family camcorder ออกมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ

โดยปกติแล้วเครื่องไอโฟนจะตั้งค่าคุณภาพวีดีโอไว้ในระดับต่ำ เพื่อไม่ให้คลิปที่อัดกินพื้่นที่มากเกินไปนัก ซึ่งไอโฟนรุ่นใหม่ๆ อย่าง iPhone 8 หรือ iPhone X  สามารถปรับค่าความคมชัดให้บันทึกได้ถึงระดับ 4K Ultra High Definition ได้  แต่ก็ต้องยอมแลกกับการถูกกินพื้นที่หน่วยความจำที่มากขึ้นตามไปด้วย

แอพฯ Air จึงพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ใช้ไอโฟนที่เบื่อปัญหาเครื่อง "ไม่เหลือพื้นที่ว่าง" เพราะหน่วยความจำเต็ม ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถอัดวีดีโอได้ในระดับ 4K โดยไม่จำเป็นต้องลดคุณภาพความคมชัด เพราะแอพลิเคชั่นนี้จะจัดเก็บไฟล์วีดีโอเข้าไปไว้ในแกลเลอรี่ส่วนตัวบนคลาวด์ให้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ ยังเล่นวีดีโอภายหลังได้ผ่านระบบสตรีมมิ่ง โดยไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดลงมาเก็บไว้ในเครื่องอีกด้วย



นั่นหมายความว่า ปัญหาเรื่องมือถือหน่วยความจำเต็มจะหมดไปไม่ว่าจะอัดวีดีโอนานแค่ไหน หรือตั้งค่าความคมชัดไว้สูงเพียงใด ซึ่งลักษณะการใช้งานก็ไม่ต่างจาก Google Photos ที่สามารถแชร์รูปภาพที่ถ่ายไว้ในมือถือไปจัดเก็บผ่านแอพฯ ได้โดยไม่จำกัด หรือ Amazon กับ Dropbox ที่สามารถจัดเก็บข้อมูลผ่าน คลาวด์ได้

นอกจากนี้ แอพฯ Air ยังสามารถทำงานร่วมกับ Reel  แอพฯ ตัดต่อวีดีโอ ที่สามารถตัดต่อวีดีโอหลายๆ คลิปให้รวมเป็นวีดีโฮเดียวกันได้ แถมยังสามารถเชิญคนอื่นให้เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งคลิปวีดีโอเข้ามารวมภายในโปรเจคเดียวกันได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม Air มีข้อจำกัดตรงที่ให้สามารถอัดวีดีโอได้ฟรีเพียง 30 นาทีเท่านั้น หากติดใจอยากใช้บริการเต็มรูปแบบ ก็ต้องยอมจ่ายค่าบริการเดือนละ 4.99 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 155 บาท   

ถ้าเทียบกับการซื้อพื้นที่เพิ่ม 50 GB ใน iCloud เดือนละ 0.99 เหรียญสหรัฐ  (31 บาท) หรือซื้อพื้นที่ 100 GB ใน Google ราคาเดือนละ 1.99 เหรียญสหรัฐ (68 บาท) ก็อาจดูไม่คุ้มกับราคาที่จ่ายไปนัก Air จึงมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคุณพ่อคุณแม่รุ่นใหม่ห รือคนที่พร้อมจะจ่ายเงินส่วนนี้เพื่อแลกกับพื้นที่การบันทึกวีดีโอได้ไม่จำกัด ขณะที่กลุ่มช่างภาพที่ใช้กล้องแบบ Semi-Pro ในการถ่ายโอนข้อมูลก็น่าจะได้ประโยชน์จากแอพฯ นี้ด้วยเช่นกัน

น่าเสียดายที่แอพฯ Air ในตอนนี้มีแค่บน iOS เท่านั้น ไม่รู้ว่าในอนาคตผู้พัฒนาจะทำลงระบบปฏิบัติการ Android ด้วยหรือไม่


ที่มา : techcrunch.com
4


Intel ได้ประกาศความร่วมมือกับกลุ่มผู้ผลิตเครื่อง PC อย่าง Dell, HP, Lenovo รวมถึง Microsoft เพื่อเปิดตัวแล็ปท็อปที่จะใช้ชิปโมเด็ม 5G ซีรีส์ Intel XMM 8000 ในปี 2019 โดยการประกาศดังกล่าวก็ได้เกิดขึ้นในวันเดียวกันกับที่ Qualcomm ได้เผยว่า บริษัทจะใช้เทคโนโลยีการผลิตชิพ 7nm ของซัมซุงสำหรับโมเด็ม 5G ที่กำลังจะมีขึ้นในแพลตฟอร์ม Snapdragon

นับเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมาก ที่เรากำลังขยับเข้าใกล้การใช้งานระบบการสื่อสารของยุคถัดไปมากขึ้นเรื่อยๆ และเหตุผลที่ว่าทำไมทั้ง Intel และ Qualcomm ถึงได้ออกมาประกาศข่าวในวันเดียวกัน ก็เพราะทั้งสองบริษัท ต้องการโน้มน้าวให้ OEM เลือกโมเด็ม 5G ของตนสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ต่างๆ และแล็ปท็อปในอนาคต ซึ่งก็แน่นอนว่า iPhone ของ Apple คือเป้าหมายหลักของทั้งสองบริษัท

ในขณะที่ Intel ต้องการบอกให้ทั้งโลกได้รู้ว่า ชิป 5G ของตัวเองนั้นเหมาะกับแล็ปท็อปมากที่สุดแล้ว โดยระบุว่า ชิปโมเด็ม 5G Intel XMM 8000 ทั้งหมดจะรองรับ eSIM ที่จะช่วยให้เครื่องคอมฯ สามารถเข้าถึงเครือข่ายผู้ให้บริการโดยไม่จำเป็นต้องใช้ซิมการ์ดแบบเดิม นอกจากนี้ อินเทลยังโชว์ชิป Wi-Fi รุ่นใหม่ที่รองรับมาตรฐาน 802.11ax ด้วย ซึ่งทั้งหมดคือแนวคิดเรื่อง PC ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือ

ยังไม่มีข่าวคราวอะไรเกี่ยวกับ iPhone 5G แต่ไม่ว่าจะเป็น Intel หรือ Qualcomm ก็ตาม ผลกำไรมหาศาลกำลังรอผู้ชนะในข้อตกลงนี้อยู่


ที่มา : bgr.com , newsroom.intel.com , newsroom.intel.com
5


เราคงจะเคยได้ยินเรื่องที่มีบางเว็บไซต์ฝังสคริปท์ขุดเหมือง (Cryptocurrency mining) เอาไว้ หากเราเข้าไปยังเว็บไซต์ดังกล่าว เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราก็จะตกเป็นเครื่องมือในการขุดเหมืองในทันที ซึ่งบ้านเราก็มีข่าวในทำนองนี้เหมือนกัน ก็ดราม่ากันไปตามเรื่องตามราว แต่จากข้อมูลล่าสุดของ Malwarebytes LABS ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจ คือ ไม่ใช่แค่เพียงแต่คอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่สมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android ก็ตกเป็นเหยื่อของสคริปท์ขุดเหมืองด้วยเช่นกัน

Malwarebytes ได้ระบุว่าสมาร์ทโฟนได้ถูกหลอกใช้ให้ขุดเหมือง (Cryptocurrency mining) ในรูปแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นบนเครื่องคอมพิวเตอร์ แม้ว่าจะยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดว่า ตัวสมาร์ทโฟนถูกหลอกให้เข้าเว็บไซต์ที่มีสคริปท์ขุดเหมืองได้อย่างไร แต่นักวิจัยเชื่อว่า น่าจะมาจากแอพฯ ปลอมที่มีฝังโฆษณาเอาไว้ หากผู้ใช้เปิดโฆษณาดังกล่าวก็จะถูกพาไปยังเว็บที่ฝังสคริปท์ขุดเหมือง Monero (เงินดิจิตอลสกุลหนึ่ง) เอาไว้



เว็บไซต์ดังกล่าวไม่มีอะไรซัับซ้อนมากนัก บนหน้าเว็บจะระบุว่าโทรศัพท์ของคุณมีพฤติกรรมที่น่าสงสัย และมีการบอกให้เราใส่ Captcha เพื่อยืนยันว่าตัวเราเป็นมนุษย์จริงๆ ด้านล่างของเว็บไซต์จะระบุว่า มีการขุดเหมืองอยู่เพื่อหารายได้ไปบำรุงเซิร์ฟเวอร์ และจะขุดไปจนกว่าเราจะใส่ Captcha


รายชื่อเว็บไซต์ที่ค้นพบ

  recycloped.com 2017-11-22
 rcyclmnr.com 2017-12-01
 rcylpd.com 2018-01-03
 rcyclmnrepv.com 2018-01-17
 rcyclmnrhgntry.com 2018-01-22

ไม่มีตัวเลขยืนยันที่แน่ชัดว่ามีเหยื่อตกเป็นรายจำนวนเท่าไหร่ แต่คาดว่าน่าจะมีเป็นจำนวนมาก ทาง Malwarebytes ได้เจอเว็บไซต์ถึง 5 แห่ง ที่มีพฤติกรรมเดียวกัน แถมยัังใช้ Captcha เดียวกันด้วย ซึ่งเว็บไซต์สองแห่งที่ค้นพบมีผู้เข้าชมกว่า 30 ล้านครั้งภายในเดือนเดียว เว็บไซต์ที่เหลือมียอดผู้เข้าชมรวมกันประมาณ 800,000 คนต่อวัน แม้ว่าแต่ละคนจะมีการเข้าใช้งานเว็บดังกล่าวในระยะเวลาไม่นาน แต่รวมๆ กันมันก็นานพอที่จะขุดเหรียญได้

สำหรับแนวทางป้องกันทาง Malwarebytes แนะนำให้ผู้ใช้หาแอพฯ จำพวก Web filers และ Security sofware ที่รองรับการป้องกัน Hijacks มาใช้งาน

ที่มา : www.engadget.com , blog.malwarebytes.com
6


ใครใช้ facebook ส่วนใหญ่จะกด LIKE หรือกดปุ่ม reaction อื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเชิงบวก และมีโกรธ เศร้า เพื่อแสดงความรู้สึกอีกแบบที่ไม่ใข่ว่า Like ชอบ แต่ล่าสุด facebook ได้ปล่อยปุ่มใหม่ที่ความหมายใกล้เคียงกับ Dislike อีกขั้น แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นปุ่ม Dislike จริงๆ โดยปุ่มใหม่ที่ทดสอบอยู่นี้เรียกว่าปุ่ม Downvote



ปุ่ม Downvote หมายความว่า comment นี้แย่ คล้ายการรายงาน comment ไม่เหมาะสม ไม่ชอบ comment นี้ โดยการกดปุ่ม Downvote จะขึ้น Popup เหตุผลการกดปุ่ม downvote 3 เหตุผล คือ ก้าวร้าว , ชี้นำในทางที่ผิด และนอกเรื่อง นั่นเองหมายความว่า facebook เตรียมเรียนรู้ในสิ่งที่ downvote เพื่อจัดเรียงการแสดง comment เหมาะสมขึ้นอันดับต้นๆมากขึ้น
 รอดูและลุ้นกันว่า facebook จะปล่อยปุ่ม Downvote ให้ผู้ใช้ทั่วไปได้กดใช้กันหรือไม่


ข้อมูลจาก Techcrunch
7


เป็นที่คอนเฟิร์มแล้ว สำหรับ Huawei P20 และ P20 Plus สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นต่อไปของทางหัวเว่ย (ไม่ใช่ P11) ว่าจะไม่เปิดตัวในงาน MWC แน่นอน แต่ไปเปิดตัวในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในวันที่ 27 มีนาคม 2018 แทน

ความน่าสนใจของการ์ดเชิญ ก็คือวงกลม 3 วงบนการ์ด และคำว่า SEE MOOORE (เล่นคำ เพิ่ม O ให้ครบ 3 ตัว) ที่ทางหัวเว่ยน่าจะหมายถึง สมาร์ทโฟน P20 และ P20 Plus รุ่นใหม่ จะมาพร้อมกล้องหลัง 3 เลนส์เป็นแน่ ซึ่งในปีก่อนๆ ทางบริษัทฯ ได้ใช้คีเวิร์ด OO ในการโปรโมทสมาร์ทโฟนกล้องไลก้าเลนส์คู่มาแล้ว รวมทั้งคีย์เวิร์ด OOOO ตอนโปรโมทสมาร์ทโฟน Nova 2i ที่มีกล้องคู่ทั้งกล้องหน้าและหลัง (รวมเป็น 4 เลนส์)

โดยเลนส์กล้องตัวที่ 3 ที่เพิ่มเข้ามานี้ ได้ถูกคาดเดาว่า กล้องของ Huawei P20 / P20 Plus ที่ร่วมพัฒนาโดย Leica นี้ จะสามารถถ่ายภาพด้วยความละเอียดสูงสุด 40 ล้านพิกเซล และสามารถซูมแบบ Hybrid ได้ถึง 5X ด้วยกัน (iPhone X และ OnePlus 5 ซูมได้ 2X แบบ Optical ในตอนนี้)




ระหว่างที่เราต้องรอลุ้นว่า Huawei P20 และ P20 Plus จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ก่อนหน้านี้ ก็มีภาพแปลนของ Huawei P20 Lite ออกมาจากทาง FCC โดย Huawei P20 Lite นี้ จะมีหน้าจอขนาด 5.8 - 6 นิ้ว ที่ความละเอียด 2,280 x 1080 พิกเซล ในอัตราส่วน 19:9 โดยหน้าจอด้านบนของ P20 Lite จะมีติ่งคล้ายๆ กับ iPhone X สำหรับติดตั้งกล้องหน้า ช่องลำโพงหูฟัง ส่วนเลนส์กล้องด้านหลัง จะมีแค่ 2 เลนส์ต่างจาก P20 และ P20 Plus (ถ้าทั้งคู่มี 3 เลนส์ตามที่คาดการณ์อ่านะ)

ทีนี้ก็ต้องมารอดูกันในวันที่ 27 มี.ค. นี้ว่า สมาร์ทโฟน Huawei P Series จะออกมาเป็นรุ่น P20 หรือไม่? มี 3 เลนส์หรือเปล่า? และจะมาในอัตราส่วน 19:9 พร้อมติ่งด้านบนหน้าจอเหมือนกับ iPhone X หรือไม่?


8


ทีมนักวิทยาศาสตร์เกาหลี ได้พัฒนาคอนแทคเลนส์อัจฉริยะที่สามารถช่วยในการติดตามระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยได้แก้ปัญหาเรื่องอาการระคายเคืองเวลาสวมใส่ รวมทั้งความชัดเจน ไม่บดบังทัศนะวิสัยของผู้สวมใส่ จากการฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ลงไป

ตัวเลนส์จะมีความยืดหยุ่นเนื่องจาก การออกแบบที่แยกส่วนของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเชื่อมโยงกันด้วยตัวนำที่ยืดได้ ซึ่งวัสดุที่มีความยืดหยุ่นนี้จะช่วยป้องกันอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เสียหายด้วย เวลาที่คุณหยิบเลนส์ และด้วยลักษณะของการหักเหแสง เลนส์ก็จะมีความโปร่งใสมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ในส่วนของเซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับน้ำตาลนั้น จะมีไฟ LED ที่จะติดตราบเท่าที่ระดับน้ำตาลยังคงเป็นปกติ และไฟจะดับลงถ้ามีบางอย่างผิดปกติ พลังงานสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะถูกส่งมาจากขดลวดแหล่งพลังงานผ่านทาง Nanofiber ซึ่งก็หมายความว่าคุณไม่สามารถขยับขดลวดดังกล่าวได้

Jang-Ung Park ผู้พัฒนา คาดหวังว่า คอนแทคเลนส์อัจฉริยะนี้จะสามารถนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ภายในเวลา 5 ปี และเทคโนโลยีนี้ไม่ได้ถูกสงวนไว้แค่สำหรับการตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือดเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ในการขนส่งยาสู่ร่างกายได้อีกด้วย

ที่มา : www.engadget.com
9


Google จะขยายเครือข่าย Cloud ด้วยการเปิด Data Center แห่งใหม่เพิ่มอีก 5 จุดในปีนี้ (2018) และวางเคเบิลใต้ทะเลอีก 3 จุดในปีหน้า (2019)

โดย 5 จุดทั่วโลกที่จะมีการตั้ง Data Center ได้แก่เมืองมอนทรีออลของแคนาดา, ประเทศเนเธอร์แลนด์, นครลอสแองเจลิสของประเทศสหรัฐฯ, ประเทศฟินแลนด์ และเขตปกครองพิเศษฮ่องกง โดยสองจุดแรกจะเริ่มตั้งได้ในไตรมาสแรกของปีนี้ ส่วนสามจุดที่เหลือจะตามมาภายหลัง ทำให้ Google จะมี Data Center เพิ่มเป็น 18 แห่งใน 5 ทวีปทั่วโลก

ส่วนเคเบิลใต้ทะเลอีกสามจุดที่จะเพิ่มมีชื่อว่า Curie, Havfrue และ Hong Kong-Guam Cable system (HK-G) ซึ่งจะให้ช่วยให้เครือข่ายข้อมูลของ Google ทั่วโลกกว้างขวางมากขึ้นอีก โดย Curie จะเชื่อมระหว่างชิลีกับลอสแองเจลิส, Havfrue เป็นเคเบิลร่วมกับ Facebook เชื่อมระหว่างสหรัฐอเมริกาถึงเดนมาร์ก โดยผ่านไอร์แลนด์ และ HK-G เป็นเคเบิลร่วมที่จะช่วยในการเชื่อมเคเบิลย่อยในภูมิภาคเอเชีย

การลงทุนในครั้งนี้จะทำให้ Google เป็นเจ้าของเคเบิลใต้ทะเลโดยตรงถึง 11 แหล่งทั่วโลก ยังไม่นับรวมกับที่เช่าไว้อีก มีรายงานว่าเครือข่ายของ Google ประกอบด้วย Links ไฟเบอร์ออพติก และเคเบิลใต้ทะเลมากกว่า 100 จุด และมีที่ตั้ง Cloud CDN มากกว่า 90 จุด และให้บริการคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 25 ของ Traffic อินเทอร์เน็ตทั่วโลก


ที่มา : www.cnet.com
10

ตด เป็นเรื่องธรรมชาติ มันเป็นผลพลอยได้จากระบบการย่อยอาหารของร่างกาย และคนเราทุกคนต้องเคยตดอย่างแน่นอน (ซึ่งระดับเสียง และกลิ่นจะแตกต่างกันไปในการตดแต่ละครั้งนะ) ซึ่งรูปแบบ รวมถึงความถี่ในการผายลม นั้นเป็นเครื่องชี้วัดระบบการทำงานภายในร่างกายของเราได้เป็นอย่างดีเลย โดยนักวิจัยจาก RMIT University และ Monash University ได้เผยแพร่ผลงานวิจัยเกี่ยวกับนวัตกรรมของ "อุปกรณ์ติดตามการตด" ซึ่งอุปกรณ์นี้มีลักษณะคล้ายยาเม็ดแคปซูล ที่เราสามารถกลืนมันเข้าไปในร่างกายได้ แล้วเจ้าสุดยอดนวัตกรรมนี้มีความสำคัญอย่างไรหล่ะ

ความสามารถของอุปกรณ์ติดตามการตดคือ การติดตามกระบวนการสร้างแก๊สที่เกิดจากระบบการย่อยอาหารของร่างกาย ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจสอบได้ว่า มีการสร้างแก๊สตรงส่วนไหนของร่างกาย รวมถึงรูปแบบการฟอร์มตัวของแก๊ส ทำให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นถึงกระบวนการจัดการกับอาหารที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของเรา รวมถึงสามารถตรวจสอบกระบวนการสร้างแก๊สที่เกิดจากการย่อยอาหารประเภทต่างๆ และทีมวิจัยได้ตีพิมพ์ผลงานของพวกเขาลงในวารสาร Nature Electronics

โดยการทดสอบครั้งแรก พวกเขาได้ลองใช้อุปกรณ์ตัวต้นแบบกับ หมู (เนื่องจากหมูมีระบบย่อยอาหารคล้ายมนุษย์) ต่อมาได้มีการเปิดรับคนอาสาสมัครที่จะเข้าร่วมในการวิจัยนี้ โดยอุปกรณ์ติดตามการตด มีขนาดเท่ากับแคปซูลน้ำมันตับปลาขนาดใหญ่ ภายในมีการติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณแบบไร้สาย รวมถึงสายอากาศ แบตเตอรี่ และตัวเซ็นเซอร์ตรวจจับแก๊ส

ในขั้นตอนการทดสอบ ทีมงานวิจัยได้ขอให้อาสาสมัคร กลืนอุปกรณ์เข้าไป และทำการบริโภคอาหารที่มีความแตกต่างกันไปในการทดลองแต่ละครั้ง ผลออกมาว่าการบริโภคอาหารที่มีเส้นใยสูง กระตุ้นให้เกิดระดับออกซิเจนในลำไส้ใหญ่ และทำให้เกิดอาการปวดท้องในอาสาสมัคร และผลจากการตรวจสอบอุจจาระของอาสาสมัคร ก็พบแบคทีเรียที่เป็นตัวบ่งชี้ถึงการย่อยอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ในทางกลับกัน เมื่อทดลองให้อาสาสมัครรับประทานอาหารที่มีเส้นใยต่ำ ก็ค้นพบความแตกต่างอย่างชัดเจนในเรื่องของระดับแก๊สที่น้อยกว่าการทดลองในครั้งแรกมากๆ


แต่อย่างไรก็ดี การวิจัยยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง และทีมงานพยายามตั้งบริษัทด้วยความหวังที่ว่าจะนำนวัตกรรมนี้ไปใช้งานในเชิงพาณิชย์ และการแพทย์ในโลกยุคใหม่นั้นใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก มันไม่ยากเลยที่เราจะจินตนาการว่า จะมีแกดเจ็ตขนาดเล็กสำหรับการดูแลสุขภาพที่เราสามารถกลืนมันเข้าไปในร่างกาย แต่ก็คงต้องรออีกหลายปีนะกว่าเรื่องนี้จะเป็นจริง


ที่มา : bgr.com
   

:wanwan019: :wanwan019: